ดีพร้อม เปิดข้อมูลผลกระทบผู้ประกอบการจากโควิด-19 สิ้นไตรมาส 1 คาดทิศทางอุตฯ สัญญาณดี พร้อมงัดไม้เด็ด STI 3 มาตรการ ช่วยธุรกิจไทยเต็มเหนี่ยว

1 เมษายน 2564 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เผยผลสำรวจผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจทั่วประเทศ 1,494 ราย ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2564 พบผลกระทบที่ผู้ประกอบการเผชิญ อันดับ 1 ร้อยละ 84.87 กำลังซื้อของลูกค้าลดลง ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง อันดับ 2 ร้อยละ 66.53 ประสบปัญหาด้านการตลาด  อันดับ 3 ร้อยละ 63.05 ประสบปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจ ฯลฯ ทั้งยังพบว่าผู้ประกอบการมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วทำให้กิจการเริ่มฟื้นตัว จึงเร่งพัฒนา 3 มาตรการสติ (STI) ฟื้นฟูเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการได้แก่ มาตรการเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน มาตรการเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ และมาตรการเพื่อบวสนับสนุนด้านการตลาด เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดีพร้อม (DIPROM) เร่งฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากแพร่ระบาดเดิมของโควิด-19 ตามนโยบายของนายสุริยะ
จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายทีมกูรูดีพร้อม ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมทั้ง 11 ศูนย์ทั่วประเทศ สำรวจผลกระทบและความต้องการของผู้ประกอบการจำนวน 1,494 ราย ซึ่งแบ่งออกเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้อยละ 73 และวิสาหกิจชุมชน ร้อยละ 27 พบว่า 7 อันดับผลกระทบที่ผู้ประกอบการประสบปัญหาสูงสุด คือ

  • อันดับที่ 1 ร้อยละ 84.87 กำลังซื้อของลูกค้าลดลง ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • อันดับที่ 2 ร้อยละ 66.53 ประสบปัญหาด้านการตลาด เนื่องจากมีการแข่งขันสูงผ่านกลยุทธ์ด้านโปรโมชั่นเพื่อระบายสินค้าคงคลัง
  • อันดับที่ 3 ร้อยละ 63.05 ประสบปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจ ขายเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากรายได้ลดลง เก็บเงินจากลูกค้าได้ยากขึ้น
  • อันดับที่ 4  ร้อยละ 30.25 ประสบปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน มีราคาสูงขึ้น และผู้ผลิตบางรายปิดกิจการ
  • อันดับที่ 5 ร้อยละ 26.57  ประสบปัญหาเกี่ยวระบบโลจิสติกส์ที่มีขั้นตอนเพิ่มมากขึ้น
    ใช้ระยะเวลานานขึ้น และ ต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น
  • อันดับที่ 6 ร้อยละ 24.16 ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว
  • อันดับที่ 7 ร้อยละ 18.74 ประสบปัญหาจากการผลิตไม่คุ้มทุน ลด/ชะลอ/หยุดการผลิต

ขณะที่ 7 อันดับ ผลสำรวจการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว พบว่า

  • อันดับที่ 1 ร้อยละ 71.55 ขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ขยายฐานลูกค้าไปยังหน่วยงานภาครัฐ
  • อันดับที่ 2 ร้อยละ 53.75 ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดการใช้พลังงานในสำนักงาน ลดปริมาณ
    การจัดเก็บวัตถุดิบ และเลือกวัตถุดิบที่มีอายุเก็บรักษาได้ยาวนาน และราคาถูกลง
  • อันดับที่ 3 ร้อยละ 50.47 พัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐาน ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่น
    ปรับขนานบรรจุภัณฑ์เพื่อลดค่าขนส่ง
  • อันดับที่ 4 ร้อยละ 45.65 ใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการภาคการผลิต ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อวางแผนการผลิตที่แม่นยำ
  • อันดับที่ 5 ร้อยละ 37.48 หาแหล่งเงินทุนที่ให้สินเชื่อในระยะที่สามารถยืดหยุ่นได้
    และมีดอกเบี้ยต่ำ
  • อันดับที่ 6 ร้อยละ 32.93 ปรับลดไลน์ผลิต ลดจำนวนชั่วโมงงาน ให้พนักงาน Work From Home พัฒนาทักษะพนักงานเพิ่มเติม
  • อันดับที่ 7 ร้อยละ 19.88 ปรับแผนการขนส่ง หาพันธมิตรผู้ประกอบการเพื่อแชร์ค่าบริการ และดำเนินการขนส่งเอง

นายภาสกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมการปรับตัวของผู้ประกอบการเป็นไปตามแนวทางที่ได้ส่งเสริมในปี 2563 ซึ่งถือได้มีการดำเนินงานเดินมาถูกทาง โดยเพื่อยกระดับมาตรการให้สอดรับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ดีพร้อม ได้นำข้อมูลจากผลสำรวจข้างต้น มาประกอบการวางแผนพัฒนามาตรการเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย “สติ” (STI) 3 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการเพื่อสนับสนุน
การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
 อาทิ โครงการการเตรียมความพร้อมและเพิ่มโอกาสการขอสินเชื่อเพื่อ SMEsในยุค New Normal โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีทักษะการบริหารการเงินที่ดี หรือ Financial Literacy ทั้งการวางแผนการบริการจัดการหนี้ การจัดการธุรกิจในภาวะวิกฤต การวางแผนด้านภาษี และโครงการส่งเสริมเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการในการขอสินเชื่อ ผ่านการพัฒนาทักษะการเขียนแผนธุรกิจ
สำหรับใช้ประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ เพิ่มโอกาสการได้รับอนุมัติสินเชื่อ และลดความเสี่ยงจากหนี้สูญ

ตลอดจนยังมี มาตรการเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ อาทิ โครงการเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการในการบริหารจัดการ โลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ทักษะการบริหารจัดการแรงงานฝ่าวิกฤตแรงงานต่างด้าว โดยส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยี AI เพื่อทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพในภาคการผลิต สามารถคำนวนข้อจำกัดต่างๆ ทั้งยังช่วยให้เกิดการวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และสามารถหยุดและดำเนินการผลิตได้ ในกรณีที่จำเป็นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อแรงงานบุคคล และมาตรการเพื่อสนับสนุนด้านการตลาด อาทิ โครงการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการสู่ความเป็นมืออาชีพในด้านการตลาดออนไลน์ เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการตลาดออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งการตลาดออนไลน์ เป็นเครื่องมือที่ ดีพร้อม ส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการแพร่ระบาด นายภาสกร กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลการส่งเสริมผู้ประกอบการให้ดีพร้อม ได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2202 4414-18 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/dipindustry และ www.dip.go.th

###

หมายเหตุสำหรับกองบรรณาธิการ

บทสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

นางสาวพัณณิดา เคียงศิริ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซีเค ฟู้ดเทค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากบริษัทลงทุนนำเข้าเมล็ดพันธุ์ผักสลัดมาจากต่างประเทศ  ปลูกในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิและควบคุมสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตเพื่อให้ได้ผักสลัดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เรายอมที่จะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากรทั้งองค์กร  ทั้งๆที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดกิจการของห้างสรรพสินค้า ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ลดลงร้อยละ 20-30 ในช่วงปีที่ผ่านมา

บริษัทฯ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ปั้น SMEs สู่ B2C ฝ่าวิกฤตโควิด-19 หรือ SMEs Grow Up โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM)  ซึ่งได้เรียนรู้ทำการตลาดออนไลน์ เพื่อระบายสินค้า เนื่องจากข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถเก็บได้นาน ผ่านการเรียนรู้วิธีการวางกลยุทธ์เพื่อกำหนดจุดยืน/จุดต่างในแพลตฟอร์มออนไลน์ (Brand Value Proposition) การเข้าถึงลูกค้าผ่านบัญชีไลน์เพื่อธุรกิจ หรือ Line OA และการพัฒนาเว็บไซต์ของบริษัท จึงเป็นโอกาสให้สามารถเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลลัพท์จากการพัฒนาพบว่าสินค้าตนเองมียอดการค้นหาใน Google เพิ่มมากขึ้นจากลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศ ทำให้ยอดขายออนไลน์เติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้ตั้งเป้าภายในระยะเวลา 1-2 ปีนี้จะทำให้มียอดขายประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 จากยอดขายปกติ

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ Super Fresh เพิ่มเติมได้ที่ www.ackfoodtech.com โทรศัพท์ 02-333-1125